Posted in โรคที่พบบ่อยในผู้สูงอายุ

การให้อาหารทางท่อให้อาหาร (Tube Feeding)

การให้อาหารทางท่อให้อาหาร (Tube Feeding) เป็นการให้อาหารที่มีลักษณะเป็นของเหลวเข้าสู่ระบบทางเดิน อาหาร โดยผ่านทางท่อสาย ยาง ดังนี้ Nasogastric Tube เป็นตำแหน่งที่นิยมใส่มากที่สุด ใส่ง่าย ใช้ในรายที่ใส่ ไม่นาน ปัญหาอาจมีการสำลักได้ Orogastric Tube ให้ในผู้ป่วยที่มีพยาธิสภาพของจมูก เนื่องจากได้รับ บาดเจ็บ หรือในผู้ป่วยทารก เด็ก Nasoduodenal และ/หรือ Nasojejunal Tube ใช้ในกรณีผู้สูงอายุที่มีแนวโน้มการสำลักอาหารได้ง่าย

ประเภทของสูตรอาหาร แบ่งเป็น 2 ประเภท คือ

  1.  สูตรนมเป็นหลัก (Milk – base formula) ส่วนประกอบหลัก มาจากนม และผลิตภัณฑ์จากนม สูตรนี้ไม่เหมาะให้ผู้ป่วยผู้ใหญ่ เนื่องจากขาดน้ำย่อยแลคเตส (Lactase) เกิดปัญหา Lactose intolerance มีอาการท้องเดิน
  2.  สูตรอาหารปั่นผสม (Blenderized Formula) เป็นสูตรที่นำอาหารหลายประเภทมาปั่นผสมให้ละเอียด จัดเตรียมได้ง่าย ราคา ถูก สามารถแนะน ให้ผู้ป่วยที่จำเป็นต้องได้อาหารปั่นเป็นระยะ เวลานาน จัดเตรียมได้เอง( การเตรียมอาหารกล่าวในเรื่องต่อไป)

การกำหนดจำนวนพลังงานที่ควรได้รับ มีหลักการคำนวณดังนี้ (มีตัวอย่างการคำนวน)

25 – 30 กิโลแคลอรี่ต่อกิโลกรัมต่อวัน กรณีต้องการให้ลด น้ำหนัก

30 – 35 กิโลแคลอรี่ต่อกิโลกรัมตำอวัน เพื่อคงสภาพน้ำหนักที่ พอเหมาะ

35 – 40 กิโลแคลอรี่ต่อกิโลกรัมต่อวัน เพื่อเพิ่มน้ำหนักในรายที่ มีน้ำหนักน้อย

30 – 40 กิโลแคลอรี่ต่อกิโลกรัมต่อวัน เป็นปริมาณที่ผู้ป่วยควรได้รับต่อวัน( วัน แต่ถ้ามีการสูญเสียน้ าหนักมากจากการอาเจียน ท้องเดิน เสียเลือดหรือมีท่อระบายควรให้เพิ่มเพื่อทดแทน )

วิธีการให้อาหาร

 1. จำนวนมื้อและปริมาณอาหารที่ให้ ให้วันละ 4 – 8 ครั้ง ประมาณที่ให้ไม่ควรเกิน 350 มิลลิลิตร เมื่อสิ้นสุดการให้ในแต่ละครั้งควรให้น้ำตาม 50 – 100 มิลลิลิตร เพื่อเป็นการล้างสายให้อาหารไม่บูดเน่าในสายหรือทำให้ สายอุดตันได้

 2.  การให้อาหารท่อสายยางครั้งแรก ควรมีการทดสอบโดยเริ่มให้ น้ำประมาณ 50 มิลลิลิตร หลังจากนั้น 1 ชั่วโมงตรวจสอบดูว่ามีการดูดซึมน้ำที่ให้หรือไม่ ถ้าดูดซึม ได้ดีจึงพิจารณาเริ่มให้อาหารได้ อาหารที่ให้ครั้งแรกควรเจือจางความ เข้มข้นให้เหลือแค่ครึ่งสูตร คือให้ผสมน้ำ 1 เท่าตัว เพื่อดูการรับได้ก่อน พิจารณาให้เต็มสูตรต่อไป

 3.  ความสะอาดของอาหารในการจัดเตรียมต้องคำนึงถึงความ ปลอดภัยของอาหารไม่ให้ อาหารปนเปื้อนเชื้อโรคต่างๆ ที่ควรระวัง เช่น การเตรียมอาหารโดยใช้ไข่ ดิบ อาจทำให้เกิดการติดเชื้อ ซาลโมเนลลา (Salmonella) ทำให้ผู้ป่วย ท้องเดินได้

 4.  ความหนืดที่พอเหมาะ ถ้าอาหารมีความหนืดมากเกินไป จะทำให้ผ่านสายได้ไม่ดี หรือ ถ้าอาหารเหลวเกินไป จะไหลผ่านสายอย่างรวดเร็วทำให้ผู้ป่วยไม่สุข สบาย ปวดเกร็งในช่องท้อง และท้องเดินได้

 5.  อุณหภูมิอาหาร อาหารที่ให้ควรมีอุณหภูมิใกล้เคียงกับ อุณหภูมิห้อง ถ้าเย็นมากเกินไป ควรอุ่น เพื่อให้มีอุณหภูมิใกล้เคียงกับอุณหภูมิห้อง ป้องกันการเกิดอาการ คลื่นไส้อาเจียนได้

ภาวะแทรกซ้อนที่อาจพบได้ในผู้ป่วยที่ได้รับอาหารทางท่อสายยาง

1. ท้องเดิน (Diarrhea) อาจเกิดจากการเตรียมอาหารที่ไม่สะอาด เกิดการปนเปื้อนเชื้อ การ ให้ในอัตราที่เร็วเกินไป อาหารเย็นเกินไป อาหารที่ให้มีความเข้มข้นของ อาหารเหลวที่ให้มากเกินไป อาหารมีปริมาณไขมันสูงเกิน 20 กรัมต่อลิตร หรือในรายที่มีปัญหาขาดน้ าย่อยแลคเตส

2. ภาวการณ์ขาดน้ า (Dehydration) อาจเป็นผลต่อเนื่องจาก ปัญหาท้องเดิน หรือในรายที่ ได้อาหารเข้มข้นสูง นอกจากจะสูญเสียน้ าจากอาการท้องเดินแล้ว ร่างกายยังต้องการน้ าเพิ่มเพื่อมาเจือจางอาหารที่เข้มข้นเกินไป และใน รายที่ได้โปรตีนในปริมาณมากเกินไป จะท าให้เกิดปัญหาขาดน้ าได้

3. การส าลัก (Aspirate) ในผู้ป่วยที่ให้อาหารทางท่อสายยาง ต้องระวังเกี่ยวกับอาการส าลัก โดยเฉพาะผู้ป่วยที่ไม่รู้สึกตัวและได้รับอาหารทาง Nasogastric Feeding จะเสี่ยงอันตรายมากเพราะจะเข้าไปที่หลอดลมลงสู่ปอดเกิดภาวะปอด อักเสบจากการส าลัก (Aspirate Pneumonia)

4. ภาวะทุพโภชนาการ เกิดได้ 2 ลักษณะ คือ

 4.1 เป็นโรคขาดสารอาหาร (Malnutrition) พบได้ในผู้ป่วยที่ ได้รับอาหารผ่านท่อ สายยางเป็นระยะเวลานาน แต่ได้รับอาหารที่มีปริมาณไม่เพียงพอกับ ความต้องการของร่างกาย หรือได้รับอาหารที่มีคุณค่าทางโภชนาการไม่ ครบถ้วน ที่พบบ่อย คือได้อาหารที่เป็นแหล่งพลังงานไม่เพียงพอ อาจท า ให้ขาดวิตามิน และเกลือแร่ ที่พบบ่อยคือภาวะโซเดียมต่ำ เป็นต้น

 4.2 โรคอ้วน (Obesity) ผู้ป่วยที่ได้อาหารทางท่อสายยาง ส่วนใหญ่เป็นผู้ป่วยที่ต้อง นอนพักบนเตียง ไม่ค่อยมีกิจกรรมการเคลื่อนไหว ดังนั้นเมื่ออยู่ในช่วงพัก ฟื้น ควรปรับลดปริมาณของพลังงานให้ลดลง เพื่อป้องกันปัญหาการ ได้รับโภชนาการเกินจนเกิดโรคอ้วนได้ การประเมินผลภาวะโภชนาการของผู้ป่วยที่ได้รับอาหารทางสายให้ อาหาร ในผู้ป่วยที่ได้รับอาหารทางสายให้อาหารทุกรายที่ต้องแบบต่อเนื่อง เป็นระยะเวลานานตั้งแต่ 1 สัปดาห์ขึ้นไป ควรมีการตรวจสอบภาวะ โภชนาการของผู้ป่วยสัปดาห์ละ 2 ครั้ง เพื่อป้องกันปัญหาภาวะ โภชนาการเกินหรือขาดได้ ถ้าการให้อาหารมีประสิทธิผลดี น้ำหนักตัว ควรคงที่ในระยะแรกและค่อยๆเพิ่มขึ้น อาการแสดงของการขาด สารอาหารจะค่อยๆ หายไป บาดแผลที่มีก็ควรดีขึ้น รวมทั้งติดตามผลการ ตรวจทางห้องปฏิบัติการต่างๆ เป็นต้น

ศูนย์ดูแลผู้สูงอายุแสนสิริ โฮมแคร์

Posted in โรคที่พบบ่อยในผู้สูงอายุ

โรคตุ่มน้ำพองที่เกิดจากภูมิคุ้มกันทำงานผิดปกติ

ศูนย์ดูแลผู้สูงอายุ
โรคน่าสนใจ

โรคเพมฟิกัส (pemphigus) เป็นโรคตุ่มน้ำพองเรื้อรังที่เกิดจากภูมิคุ้มกันของร่างกายทำงานผิดปกติ โดยมีการสร้างแอนติบอดีที่มาทำลายการยึดเกาะของเซลล์ผิวหนัง ผิวหนังจึงหลุดลอกออกจากกันโดยง่าย ทำให้เกิดอาการตุ่มน้ำพองที่ผิวหนังและเยื่อบุต่างๆ เป็นโรคที่พบไม่บ่อย มีรายงานอุบัติการณ์ 0.5 – 3.2 รายต่อประชากรแสนคน ผู้ป่วยที่เป็นโรคมักมีอายุเฉลี่ยที่ 50 – 60 ปี อย่างไรก็ตาม โรคนี้สามารถพบได้ทุกวัย รวมถึงในเด็ก เพศชายและหญิงมีโอกาสเกิดโรคเท่ากัน

อาการหลักที่นำผู้ป่วยมาพบแพทย์คือ ตุ่มน้ำพอง หรือแผลถลอกเรื้อรังที่บริเวณร่างกาย หรือเยื่อบุ โดยที่ 50 – 70% มีอาการแผลในปากเรื้อรังเป็นอาการแรก ซึ่งอาจนำมาก่อนอาการทางผิวหนังโดยเฉลี่ยประมาณ 5 เดือน โดยทั่วไปจะตรวจไม่พบตุ่มน้ำในช่องปาก มักพบเป็นแผลถลอกที่บริเวณเหงือก กระพุ้งแก้ม หรือเพดานปาก รอยถลอกอาจพบเป็นบางบริเวณหรือกระจายทั่วทั้งปาก ทำให้มีอาการเจ็บปวดมาก และอาจเกิดรอยโรคที่บริเวณกล่องเสียง ทำให้มีอาการเสียงแหบได้

นอกจากนี้ อาจพบรอยโรคที่บริเวณเยื่อบุอื่นๆ เช่น หลอดอาหาร ทำให้กลืนเจ็บ เยื่อบุตา เยื่อบุทางเดินหายใจ เยื่อบุช่องคลอด อวัยวะเพศ ทางเดินปัสสาวะ และทางเดินอุจจาระได้ด้วย ส่วนอาการทางผิวหนังจะพบตุ่มน้ำพองเกิดขึ้นเองบนผิวหนังปกติ หรืออาจพบบนผิวหนังที่มีผื่นแดงนำมาก่อน ลักษณะตุ่มน้ำจะเป็นตุ่มน้ำที่แตกออกได้ง่าย กลายเป็นรอยถลอก ร่วมกับสะเก็ดน้ำเหลือง แผลถลอกมักจะขยายออกไปจนกลายเป็นแผ่น ทำให้เกิดอาการปวดแสบมาก เมื่อแผลหายจะทิ้งรอยดำโดยไม่เป็นแผลเป็น

pemphigus-vulgaris-10-638
เพมพิกัส

  โรคเพมฟิกัสแบ่งออกเป็น 2 กลุ่มใหญ่ ได้แก่
1.โรคเพมฟิกัสที่มีการแยกตัวของผิวหนังในชั้นลึก (pemphigus vulgaris) ซึ่งพบบ่อยที่สุด
2.โรคเพมฟิกัสที่มีการแยกตัวของผิวหนังในชั้นตื้น (pemphigus foliaceus)

สาเหตุ
เกิดจากความผิดปกติของภูมิคุ้มกันของร่างกาย ซึ่งมีการสร้างภูมิต้านทานต่อเซลล์ผิวหนังและเยื่อบุของตนเอง ร่วมกับปัจจัยทางพันธุกรรมและ
ปัจจัยทางสิ่งแวดล้อม การได้รับยาที่มีผลต่อภูมิคุ้มกันร่างกาย มีบทบาทร่วมกันในการก่อโรค

อาการและอาการแสดง
อาการหลักที่นำผู้ป่วยมาพบแพทย์คือ ตุ่มน้ำพองหรือแผลถลอกเรื้อรังที่บริเวณร่างกายหรือเยื่อบุ โดยที่ 50-70% มีอาการแผลในปากเรื้อรังเป็นอาการแรก
ซึ่งอาจนำมาก่อนอาการทางผิวหนังเฉลี่ยประมาณ 5 เดือน โดยทั่วไปจะตรวจไม่พบตุ่มน้ำในช่องปาก มักพบเป็นแผลถลอกที่บริเวณเหงือก กระพุ้งแก้ม หรือเพดานปาก รอยถลอกอาจพบเป็นบางบริเวณหรือกระจายทั่วทั้งปาก ทำให้มีอาการเจ็บปวดมาก และอาจเกิดรอยโรคที่บริเวณกล่องเสียง ทำให้มีอาการเสียงแหบได้ นอกจากนี้อาจพบรอยโรคที่บริเวณเยื่อบุอื่น ๆ เช่น หลอดอาหาร ทำให้กลืนเจ็บ เยื่อบุตา เยื่อบุทางเดินหายใจ เยื่อบุช่องคลอด อวัยวะเพศ ทางเดินปัสสาวะ และทางเดินอุจจาระได้ด้วย

อาการทางผิวหนังจะพบตุ่มน้ำพองเกิดขึ้นเองบนผิวหนังปกติ หรืออาจพบบนผิวหนังที่มีผื่นแดงนำมาก่อน ลักษณะตุ่มน้ำจะเป็นตุ่มน้ำที่แตกออกได้ง่าย (flaccid bullae) กลายเป็นรอยถลอก ร่วมกับสะเก็ดน้ำเหลือง แผลถลอกมักจะขยายออกไปจนกลายเป็นแผ่นใหญ่ (รูปที่ 2, 3) ทำให้เกิดอาการปวดแสบมาก เมื่อแผลหายจะทิ้งรอยดำโดยไม่เป็นแผลเป็น

การวินิจฉัยแยกโรค
ต้องวินิจฉัยแยกโรคในกลุ่มตุ่มน้ำพองที่เกิดจากภูมิคุ้มกันทำงานผิดปกติ โดยเฉพาะโรคเพมพิกอยด์ (bullous pemphigoid) เนื่องจากเป็นอีกโรคที่พบบ่อย สามารถแยกจากกันได้จากลักษณะตุ่มน้ำในโรคเพมพิกอยด์จะเป็นตุ่มน้ำเต่งแตกยาก (tense bullae) และพบแผลในเยื่อบุเพียง 20-30% ลักษณะทางชิ้นเนื้อในโรคเพมพิกอยด์จะพบการแยกชั้นผิวหนังบริเวณรอยต่อของหนังแท้และหนังกำพร้า (subepidermal separation) และการตรวจพิเศษทางอิมมูนจะพบการเรืองแสงเป็นเส้นที่บริเวณรอยต่อของหนังกำพร้าและหนังแท้ต่อ IgG และ C(IgG and C3 deposit in basement membrane zone)

การรักษา
ผู้ป่วยแต่ละรายอาจมีความรุนแรงของโรคแตกต่างกัน ในช่วงที่โรคกำเริบ การรักษามีจุดประสงค์ในการลดการเกิดตุ่มน้ำใหม่และเร่งการสมานแผลให้เร็วที่สุด ยาที่ใช้รักษาหลักคือยาสเตียรอยด์ชนิดรับประทานโดยใช้ในขนาดสูง 0.5-1 มิลลิกรัมต่อกิโลกรัมต่อวัน ทั้งนี้ขึ้นกับความรุนแรงของโรค ผู้ป่วยที่มีความรุนแรงของโรคมากหรือมีผื่นในบริเวณกว้าง จำเป็นต้องได้รับยากดภูมิคุ้มกันชนิดอื่นๆ เช่นยา cyclophosphamide หรือยา azathioprine ร่วมด้วย แล้วค่อย ๆ ปรับลดยาลงช้า ๆ โดยใช้ยาที่น้อยที่สุดที่จะควบคุมโรคได้ ยาอื่น ๆ ที่อาจเป็นทางเลือกในการรักษาร่วมกับยาสเตียรอยด์ ได้แก่ยา dapsone หรือยา mycophenolic acid

การพยากรณ์โรค
โรคกลุ่มนี้เป็นโรคเรื้อรัง อาจมีอาการโรคกำเริบและสงบสลับกันไป ผู้ป่วยบางรายอาจเข้าสู่ระยะโรคสงบหลังรักษา 3-5 ปี แต่มีผู้ป่วยบางรายจำเป็นต้องได้รับการรักษาต่อเนื่องเป็นเวลานานและอาจเสียชีวิตจากความรุนแรงของโรคหรือภาวะแทรกซ้อนจากการรักษา ผู้ป่วยที่มีอายุมาก เป็นรุนแรง มีผื่นในบริเวณกว้าง จะมีพยากรณ์โรคไม่ดี ผู้ป่วยเพมฟิกัสชนิดตื้น มักมีความรุนแรงน้อยกว่าและตอบสนองต่อการรักษาดีกว่า

คำแนะนำสำหรับการดูแลตนเองเบื้องต้น
1. ควรมาพบแพทย์สม่ำเสมอ ไม่ควรหยุดยาหรือปรับลดยาเอง
2. ควรทำความสะอาดร่างกายอย่างสม่ำเสมอ บริเวณที่เป็นแผลให้ใช้น้ำเกลือทำความสะอาด ใช้แปรงขนอ่อนทำความสะอาดลิ้นและฟัน ไม่แกะเกาผื่น
3. ผู้ป่วยมีภาวะภูมิต้านทานต่ำจากยาที่ใช้รักษา จึงควรหลีกเลี่ยงการใกล้ชิดกับผู้ที่เป็นโรคติดเชื้อ
4. ไม่มีข้อห้ามในการรับประทานอาหาร ในผู้ป่วยที่มีแผลในปาก ควรงดอาหารรสจัด งดรับประทานอาหารแข็ง เช่น ถั่ว ของขบเคี้ยว เนื่องจากอาจกระตุ้นการหลุดลอกของเยื่อบุในช่องปาก
5. ควรหลีกเลี่ยงการออกกำลังกายหนัก ๆ ไม่ควรใส่เสื้อผ้ารัดคับ เพื่อลดการถลอกที่ผิวหนัง

ศูนย์ดูแลผู้สูงอายุอาจพบได้หลักการดูแล
1.ส่งไปพบแพทย์เพื่ออวินิจฉัยและรับยา
2.ปรับความคิดว่าไม่ได้เป็นโรคที่น่ารังเกียจแต่ควรดูแลและใส่ใจเป็นพิเศษ
3.ดูแลความสะอาดแผลป้องกันการติดเชื้อ
4.ดูแลให้ได้รับยาตามแพทย์

โดยศูนย์ดูแลผู้สูงอายุแสนสิริ โฮมแคร์

www.nursingthailand.org

Posted in โรคที่พบบ่อยในผู้สูงอายุ

Parkinson

Untitled.png

Parkinson
พาร์กินสันเป็นโรคที่เกิดจากพยาธิสภาพที่ basal ganglia บริเวณ substantia nigra ทำให้มีการผลิตสารสื่อประสาทที่ชื่อ สารโดปามีนน้อยลง ส่งผลให้สมองสูญเสียการควบคุมการสั่งงานของกล้ามเนื้อ

สาเหตุของโรคพาร์กินสัน

ในปัจจุบันยังไม่ทราบสาเหตุที่ทำให้เกิดโรคพาร์กินสันอย่างแน่ชัด แต่เชื่อว่ามีปัจจัยที่อาจส่งผลให้เกิดโรคพาร์กินสันได้ ได้แก่

ปัจจัยทางพันธุกรรม ในรายที่มียีนผิดปกติอาจเพิ่มความเสี่ยงของการเกิดโรคพาร์กินสันได้

ปัจจัยทางสิ่งแวดล้อม เช่น การได้รับสารบางอย่างเป็นเวลานานๆ ไม่ว่าจะโดยการสูดดมหรือการรับประทาน หากแต่ยังไม่ทราบว่าสารใดในสิ่งแวดล้อมที่มีส่วนทำให้เกิดโรคพาร์กินสัน

ลักษณะอาการในระยะแรกที่ชัดเจนในผู้ป่วยพาร์กินสัน  คือปัญหาด้านกล้ามเนื้อ ดังนี้

– akinesia (มีปัญหาในการเริ่มการเคลื่อนไหว)

– bradykinesia (การเคลื่อนไหวช้า)

– muscle rigidity (กล้ามเนื้อแข็งเกร็ง)

– resting tremor (มีอาการสั่นขณะพัก)

– abnormalities of posture, gait, and balance (มีลักษณะการเดินที่ช้าลง ไหล่งุ้ม และล้มง่าย)

อาการอื่นๆที่พบคือ

– การเขียนตัวอักษรเล็กลง

– มีปัญหาด้านการพูด แบบ dysarthria

– ขณะเดินมีการแกว่งแขนน้อยลง

– เดินแบบก้าวสั้นๆ และโน้มตัวไปก่อนที่จะก้าวขา ที่เรียกว่า shuffling gait

– ไม่ค่อยกระพริบตา มีอาการตาแห้ง

– มีอาการเครียด วิตกกังวล

– มีปัญหานอนไม่หลับและมีความดันโลหิตลดลง

– ผิวหนังมีปัญหา เช่น รังแค หรือผิวมันผิดปกติ

– เกิดอาการความดันตกในขณะเปลี่ยนท่า ทำให้ผู้ป่วยเสี่ยงต่อการล้ม

– การควบคุมอุณหภูมิของร่างกายผิดปกติ

– สูญเสียการควบคุมระบบขับถ่าย

–  มีปัญหาเกี่ยวกับระบบการรับความรู้สึก เช่น มีอาการปวด ชา ปวดแสบร้อน ปวดศีรษะ

ปวดหลังโดยไม่มีสาเหตุที่ชัดเจน

Untitled.png0

การรักษาโรคพาร์กินสัน

ในปัจจุบันยังไม่มีการรักษาโรคพาร์กินสันให้หายขาดหรือหยุดยั้งการดำเนินของโรคได้ ซึ่งวิธีการรักษาที่ใช้โดยทั่วไปมีดังนี้

การรักษาด้วยยา เป็นการรักษาตามอาการ โดยใช้ยาที่ออกฤทธิ์ที่ระบบโดพามีน

การรักษาโดยการผ่าตัดกระตุ้นสมองส่วนลึก (deep brain stimulation)  เป็นวิธีการรักษาด้วยการผ่าตัดฝังขั้วไฟฟ้าเพื่อไปกระตุ้นสมอง ใช้สำหรับรักษาผู้ป่วยโรคพาร์กินสัน ซึ่งเคยได้รับการรักษาด้วยยา แต่มีอาการมากขึ้นจนการรักษาด้วยยาไม่ให้ผลดีเท่าที่ควร

บทบาทนักกายภาพบำบัดในการดูแลผู้ป่วยพาร์กินสัน

1.ประเมินความสามารถในการทำกิจกรรมและประเมินระยะของโรค (stage of the disease)

  1. 2. ป้องกันปัญหาที่อาจเกิดขึ้นตามมา

– musculoskeletal problem (ปัญหาเรื่องกระดูกและกล้ามเนื้อ)

– cardiopulmonary condition (ปัญหาเรื่องหัวใจและปอด)

– psycho-social deteriorate

  1. 3. พยายามพัฒนาการเคลื่อนไหวให้มีคุณภาพโดย ใช้วิธีการออกกำลังกายซึ่งถือว่ามีความสำคัญมากในผู้ป่วยโรคพาร์กินสัน เพราะสามารถ จะทำให้ผู้ป่วยรู้สึกผ่อนคลายและเคลื่อนไหว ร่างกายในชีวิต ประจำวันได้ดีขึ้น
  2. 4. ให้ความรู้และแนะนำการปฏิบัติตนให้แก่ผู้ป่วยและผู้ดูแล
  3. 5. ถ้าผู้ป่วยอยู่ในระยะสุดท้ายควรสอนวิธีการป้องกันภาวะแทรกซ้อน

Untitled.png00.png

 

โดยศูนย์ดูแลผู้สูงอายุแสนสิริ โฮมแคร์

www.sansirihomecare.com